DekYim.com เด็กยิ้มดอทคอม

ครอบครัวสุขสันต์ ยิ้มกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่

“โรคไอกรน อาการคล้ายหวัด อันตรายถึงชีวิต” : หมอคุยข่าว : รายการคุยกับหมออัจจิมา

———- จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค เกี่ยวกับสถานการณ์ของ “โรคไอกรน” ในประเทศไทย ———- พบว่ามีอัตราการเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายคนคงสงสัยว่าแค่นอนกรน สามารถทำให้เสียชีวิตได้เชียวหรือ “โรคไอกรน” คืออะไร มีอาการอย่างไร “โรคไอกรน” คือโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ที่มีจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งโรคนี้ติดง่าย ผ่านการไอ หรือจาม ในกลุ่มคนที่ภูมิต้านทานไม่ดี หรือเด็กเล็กจะมีโอกาสติดโรคได้ง่าย จะมีอาการไอหนัก หายใจลำบาก เหนื่อยหอบ หรืออาจมีการอาเจียนร่วมด้วย ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โดยส่วนใหญ่ “โรคไอกรน” จะใช้วิธีการรักษารตามอาการ ที่สำคัญอยู่ที่การวินิจฉัย ซึ่งอาการเริ่มแรก จะคล้ายกับอาการติดเชื้อทางเดินหายใจ คล้ายกับโรคหวัด หรือโรคหลอดลมอักเสบ แพทย์อาจวินิจฉัยด้วยการนำสารคัดหลั่งมาตรวจ ตรวจเลือด เอ็กเรย์ทรวงอก เพื่อดูผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดปัญหาได้ การรักษาจริงๆคือ การให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อฆ่าเชื้อโรค และป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ ส่วนการรักษาอาการอื่น อาจทำโดยการให้น้ำเกลือเพื่อประคองอาการ เบื้องต้น กลุ่มคนไข้ที่มีอาการ จะต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ เปลี่ยนการรับประทานอาหาร เป็นจำพวกอาหารเหลว หรืออาหารมื้อเล็กลง เพื่อหลีกเลี่ยงการไอและอาเจียร ทำให้เกิดโรคปอดอักเสบ หากเกิดในเด็กเล็ก จะมีความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกศซ้อนได้สูง เช่น การหยุดหายใจ ติดเชื้อซ้ำซ้อนที่ปอด อาจมีภาวะปอดบวม เกิดอาการชัก และอาจลุกลามทำให้เสียชีวิตได้ “โรคไอกรน” เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ สำหรับหญิงตั้งครรภ์ ควรที่จะฉีดวัคซีนป้องกันในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนคลอด เพื่อป้องกันไปสู่ทารก ในเด็กเล็ก จะมีวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ทุก 4 – 6- 12 เดือน และอีกทีตอนปีครึ่ง – 4 – 6 ปี ในวัยผู้ใหญ่ควรได้รับวัคซีนป้องกัน เพื่อกระตุ้นภูมิต้านทานทุกๆ 10 ปี ที่สำคัญคือ เมื่อมีอาการควรป้องกันการแพร่กระจายไปสู่คนอื่น ควรที่จะใส่แมส เวลาไอหรือจามลงกระดาษทิชชู่ ก็ไม่ควรทิ้งเกลื่อนกลาด เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปสู่คนอื่นได้

มิถุนายน 2020
จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส. อา.
« ก.พ.    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930